Disclosure: บทความนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายใดๆ

ตัวผมเองปกติไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่อ่านจะเป็นการ์ตูนซะเป็นส่วนมาก แต่หลายปีก่อนก็ได้มีโอกาสซื้อ E-Ink Tablet ไว้อ่านหนังสือ ยี่ห้อ BOOX รุ่น M96 ซึ่งใช้งานได้ค่อนข้างดี ถึงแม้ส่วนใหญ่จะวางเอาไว้บนโต๊ะเฉย ๆ

90% คืออยู่ท่านี้จริง ๆ ไม่ใช่มุข

หลายปีผ่านไป ผมได้เห็นโฆษณา reMarkable 2 ซึ่งว้าวมากก แทบจะควักเงินสั่งไปตอนนั้นเลย มันเป็น Tablet E-Ink บาง เบา พร้อม Stylus ที่เขียนแล้วได้สัมผัสแบบเขียนบนกระดาษจริง ๆ จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก!! ก็เกือบกดซื้อแล้วแหละ แต่เงินในกระเป๋าไม่เป็นใจ

Image result for remarkable 2

จนกระทั่ง ผมมาเห็นว่า BOOX เปิดตัวรุ่นใหม่ BOOX Note Air ซึ่งเห็นได้ชัดว่า แรงบันดาลใจการออกแบบนั้นมาเต็ม.. แถมยังเป็นระบบ Android อีก ประกอบกับเจ้า BOOX M96 ที่วางนิ่งๆอยู่บนโต๊ะมาหลายปี เริ่มงอแง เหมือนจะเริ่มมีอาการแบตบวม เลยคิดว่าถึงเวลาต้องปลดประจำการมันแล้วแหละ ก็เลยจัดแจงสั่งไป โดนค่าเสียหายไป 480 USD (ส่งฟรี) ซึ่งทาง BOOX ส่งผ่าน DHL Express ก็เลยโดนภาษีไปอีกเกือบ ๆ 1,000 บาท สรุปค่าเสียหายที่ทำให้เราดับกิเลสนี้ไปทั้งสิ้นเกือบ 16,000 บาท..

เริ่มที่ Spec ก่อน ข้ามตรงนี้ไปเลยก็ได้

BOOX Note Air มาพร้อมหน้าจอ E-Ink ขนาด 10.3 นิ้ว ซึ่งผมสังเกตว่าขนาดจอ E-Ink นั้นพอ ๆ กับ BOOX M96 ตัวเดิมของผมเลย แต่ขนาดโดยรวมและความหนานั้นลดลงเยอะ รุ่นนี้ความหนาลดลงมาเหลือเพียง 5.8 mm ส่วน Spec อื่น ๆ ก็ประมาณนี้

Hardware

  • Screen: 10.3 ” E ink HD Carta screen with AG glass flat cover-lens
  • Resolution: 1872×1404 Carta (227dpi)
  • Touch: BOOX Pen Stylus touch (4096 levels pressure sensitivity) + capacitive touch
  • CPU: Updated Octa-core (ไม่ระบุยี่ห้อ)
  • RAM: 3GB (LPDDR4X)
  • ROM:32GB (eMMC)
  • Connectivity: Wi-Fi (2.4GHz + 5GHz) + BT 5.0
  • Front Light with CTM (Warm and Cold)

Software

  • OS: Android 10.0
  • Documents Formats: PDF(reflowable), PPT,EPUB, TXT, DJVU, HTML, RTF, FB2, DOC, MOBI, CHM…
  • Image Formats: PNG, JPG, TIFF, BMP
  • Audio Formats: WAV, MP3
  • APP Store: BOOX Store
  • Support DRM(3 party apps)

Others

  • Buttons: power button
  • Expansion Interface: USB Type-C (support OTG)
  • G-sensor: yes
  • Speaker: Built-in speaker
  • Mic: yes
  • Earphone Jack: USB-C earphone jack
  • Battery: 3000mAh Polymer Li-on
  • Battery Life: Up to 4 weeks (standby mode)
  • Dimensions: 229.4*195.4*5.8mm
  • Weight: ≤420g
ขนาดหน้าจอ E-Ink เกือบเท่ากัน ในขณะที่บางกว่า

จ่ายราคานี้ได้อะไรบ้าง

  • เครื่อง BOOX Note Air
  • ปากกา
  • Protective Case
  • สายชาร์จ Type C
  • ฟิล์มกันรอย 2 ชิ้นในกล่อง และอีก 1 แผ่นนอกกล่องเครื่อง
  • คู่มือ

ความประทับใจแรกพบ

ตอนจับครั้งแรกนี้ต้องร้องหูยยยยยยยย มันบางงงมากกก บางจนกลัวว่าถ้าใช้ไม่ระวังจะทำมันหัก แต่ลูบ ๆ คลำ ๆ แล้วไม่น่าจะหักง่ายๆ เพราะเฟรมนั้นทำด้วยอลูมิเนียม ไม่ใช่พลาสติกกิ๊กก๊อกแบบรุ่นเก่าของผม ตัววัสดุและความบางทำให้ผมประทับใจตั้งแต่แรกพบเลย..

ด้าน Software มาพร้อมกับ Android 10 ซึ่งทำให้มันทำอะไรได้อีกเยอะมากกก ตัว BOOX M96 ของผมนั้นติดอยู่ที่ Android 4 และไม่ได้อัพเดทอีก ก็เลยโหลดพวก App ใหม่ ๆ ใน Store ไม่ได้ พอมาเป็น Android 10 แล้ว ความอึดอัดนั้นก็พลันหายไป (หวังว่าจะไม่โดนลอยแพอัพเดทนะ)

หน้าจอนั้นนอกจากจะคมชัดแล้ว ยังมาพร้อมกับ Frontlight สองสี ซึ่งสามารถปรับได้จากแถบควบคุม ด้วยการเลื่อนจากบนลงล่างที่ส่วนบนของจอ ซึ่งสามารถปรับสมดุลแสง Warm Light / Cold Light เพื่อผสมให้ได้สัดส่วนที่ทำให้ตาเราสบายที่สุดขณะที่อ่านหนังสือ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น.. แต่เชื่อเถอะ ถ้าคุณได้เปิดจนชินแล้วคุณจะไม่มีวันปิดมันอีกเลย หน้าจอยังสามารถปรับโหมดในการแสดงผลได้ด้วยโดยแบ่งเป็น

  • Normal Mode โหมดแสดงผลปกติ
  • Speed Mode เพิ่มอัตราการรีเฟรช แต่จะพบ Ghost บ้าง
  • A2 Mode เพิ่มอัตราการรีเฟรชให้สูงขึ้นอีก พบ Ghost เพิ่มขึ้น
  • X Mode อัตราการรีเฟรชสูงที่สุด และพบ Ghost บนจอได้ชัดเจน

ใครที่ไม่เคยใช้ E-Ink Tablet อาจจะสงสัยว่า Ghost คืออะไร อธิบายสั้น ๆ ว่าจอ E-Ink นั้นใช้การสลับเม็ดสีจริงในหน้าจอ ไม่เหมือนจอ led ที่ใช้การผสมแสง หลักการทำงานของ E-Ink ทำให้มันเปลี่ยนจอจากเฟรมหนึ่งไปอีกเฟรมหนึ่งได้ช้ากว่าจอ led มาก และถ้าเปลี่ยนเร็วๆ เม็ดสีจะสลับไม่ทันและทำให้เราเห็นเฟรมก่อนหน้าค้างบนจอเป็นรอยจาง เมื่อเปลี่ยนเป็นเฟรมใหม่แล้ว สิ่งนั้นเรียกว่า Ghost

การปรับโหมดของจอได้นั้นช่วยให้แสดงผลได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น การแสดงวิดีโอบนหน้าจอ E-Ink ได้อย่างลื่นไหลเมื่อเปิด X Mode จนทำให้สับสนเลยว่านี่กำลังอ่าน Daily Prophet ใน Harry Potter อยู่หรือเปล่า!!!

หมึกขยับได้ ยังกับใน Harry Potter

ปากกาที่แถมมาด้วยจับถนัดมือ ตัวปากกามีแถบด้านข้างที่เป็นแม่เหล็ก สามารถแปะไปกับตัว Tablet ได้โดยไม่หล่น (แต่ถ้าสะบัดแรง ๆ ก็หลุดได้นะ) ปากกาลองเขียนแล้วตอบสนองได้ดีมากกับแอป Note ของมันเอง แต่ความรู้สึกในการเขียนเห็นหลาย ๆ คนว่ากันว่า reMarkable 2 ให้ความรู้สึกเหมือนเขียนบนกระดาษจริงมากกว่า แต่ผมไม่มีให้ลองดังนั้นประเด็นนี้ข้ามไป

ปากกาจับถนัดมือ แต่ปลายปากกาใช้เป็น Tool ยางลบไม่ได้เหมือนรุ่นก่อน ๆ

รอบตัว Tablet นั้น ประกอบด้วยลำโพง, ปุ่ม Power, Port Type C ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Quick Charge และ ไม่มีช่องสำหรับใส่ Micro SD Card ซึ่งสำหรับผมแล้วหน่วยความจำของเครื่อง 32GB ที่เหลือพื้นที่ใช้จริงประมาณ 22GB นั้นเหลือเฟือสำหรับการเก็บหนังสือแล้ว เพราะผมคงไม่เอามันมาใส่ไฟล์วิดีโอ 4K ไว้ดูบนจอ E-Ink แน่ ๆ และในรุ่นนี้ jack หูฟัง 3.5mm เองก็ไม่มีเช่นกัน ซึ่งถ้าผมอยากเพิ่มความสุนทรีย์ระหว่างอ่านหนังสือ ก็ต้องเปิดผ่านลำโพงเครื่อง (คนข้าง ๆ อาจจะไม่มีอารมณ์สุนทรีย์ร่วมด้วย) หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องพึ่งหูฟัง Bluetooth/USB-C Headphone แทน

ตำแหน่งของ Port Type C อาจจะดูแปลกๆ ว่าทำไมถึงอยู่ตรงกลาง แต่หลังจากได้หาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่าหากเอาไว้บริเวณมุม จะทำให้ความแข็งแรงลดลง ทีมออกแบบเลยเอาไว้ตรงกลางเลยนี่แหละ ก็พอได้อยู่ แต่ถ้าต้องชาร์จไปอ่านไปอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ การใช้งานโดยรวมก็สามารถใช้งานได้ยาว ๆ เป็นอาทิตย์โดยแบตไม่หมด ซึ่งเป็นข้อดีทั่วไปของ Tablet ที่ใช้จอ E-Ink

ปัญหาที่พบ

  • เมื่อเปิดเครื่องมายังไม่สามารถโหลดแอปจาก Play Store ได้ทันที ต้องกด request ให้ google รับรองอุปกรณ์ก่อน
  • การตอบสนองของปากกากับแอปจดบันทึกของ BOOX เองตอบสนองดีมาก แต่กับ App อื่นๆ เช่น OneNote มีอาการ Delay อย่างชัดเจน
  • การ Note ลงไฟล์ PDF ด้วยปากกา (ด้วยแอปของเครื่องเอง) ไม่สามารถ Zoom ด้วยการ Pitch สองนิ้วได้

นอกจากปัญหาเล็กน้อยที่พบแล้ว การใช้งานโดยรวมถือว่าโอเคเลย ใครมีคำถามเพิ่มเติม ถามได้ใน comment เลยครับ